แนะนำที่เที่ยว

ตามรอยปู่โสมเฝ้าทรัพย์ “วัดกุฎีดาว”

สวัสดีค่ะวันนี้แอดมินจะพาทุกท่านไปเที่ยวที่ “วัดกุฎีดาว” ตามรอยปู่โสมเฝ้าทรัพย์ กันค่ะ และเช่นเดิมค่ะ เราจะไปเที่ยวกันแบบเก็บรายละเอียดเส้นทางกันเลยนะคะ โดยวันนี้แอดมินจะเริ่มต้นจากเจดีย์วัดสามปลื้ม เพราะแอดเขียนมาหลายบทความคิดว่าเพื่อนๆที่ติดตามอ่านน่าจะพอจำเส้นทางหรือคุ้นชื่อจุดนี้กันบ้างแล้วไม่มากก็น้อยนะคะ

มาค่ะ มาเริ่มกันเลย ตรงจุด ณ เจดีย์วัดสามปลื้มตรงนี้เราจะขับวนขวาไปตามเจดีย์ ตามภาพด้านล่างเลยนะคะ

แนะนำที่เที่ยวอยุธยา

ให้เราขับตรงไปตามถนนเรื่อยๆเลยค่ะ พอขับไปได้สักระยะเราจะเจอกับตลาดน้ำอโยธยาอยู่ทางด้านซ้ายมือนะคะ

ตรงจุดนี้หากเพื่อนๆต้องการแวะเที่ยวตลาดน้ำอโยธยาก่อน ก็ตามสะดวกเลยค่าาา

แต่หากไม่แวะเที่ยวก็ขับตรงตามทางไปจนผ่านวัดสมณโกฏฐาราม นะคะ เมื่อผ่านวัดนี้แล้วขับไปอีกนิดจะเจอวัดอยู่ทางด้านซ้ายมือนะคะ ซึ่งวัดนี้ก็จะอยู่ตรงข้ามกับวัดมเหยงคณ์ ค่ะ

แต่แอดขอแนะนำว่าให้ขับเลยวัดกุฎีดาวมานิดนะคะ เพื่อนำรถมาจอดทางนี้จะสะดวกกว่าค่ะ

คราวนี้เรามาถึงวัด กุฎีดาว กันแล้ว ต่อไปเราจะมาทำความรู้จักกับวัดนี้กันมากขึ้นนะคะ ว่าที่นี่เค้ามีประวัติความเป็นมาอย่างไรกันบ้างนะคะ

ตำหนักกำมะเลียน

วัดกุฎีดาว ตั้งอยู่ที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งตอนนี้แม้จะเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ความงดงามของวัดในสมัยอยุธยาตอนปลายยังคงมีให้เห็น หากวัดกุฎีดาวยังทรงคุณค่าทรงสถาปัตยกรรมของอดีตอันรุ่งเรือง แม้ประวัติการก่อสร้างวัดกุฎีดาวไม่ชัดเจน มีหลักฐานแตกต่างคลาดเคลื่อนกันไปบ้าง เช่น หนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่าพระยาธรรมิกรา พระราชโอรสในพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ทรงสร้างไว้เมื่อจุลศักราช 671 ปีเถาะ เอกศกส่วนพระอัครมเหสีของพระองค์ทรงสร้างวัดมเหยงคณ์ขึ้นคู่กัน แต่คำให้การขุนหลวงหาวัดกล่าวว่า พระมหาบรมราชาทรงสร้างวัดกุฎีดาว (กุฎิทวา) และพระภูมินทราธิบดีทรงสร้างวัดมเหยงคณ์ ส่วนพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลายฉบับกล่าวความต้องกันว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ทรงสร้างวัดมเหยงคณ์ แต่ไม่มีฉบับใดกล่าวถึงวัดกุฎีดาว

จนล่วงมาถึงอยุธยาตอนปลายเมื่อวัดมเหยงคณ์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ จึงค่อยๆปรากฏเรื่องราวของวัดกุฎีดาวขึ้น สันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับวัดมเหยงคณ์ และเป็นวัดใหญ่ที่สำคัญวัดหนึ่งทางบริเวณที่เรียกว่า “อโยธยา”  ตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวไว้ว่า
                      “เมื่อสมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงปฏิสังขรณ์วัดมเหยงคณ์ สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงปฏิสังขรณ์วัดกุฎีดาว ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามขึ้นในอีกไม่กี่ปีถัดมา                        จึงเป็นวัดพี่วัดน้องกันมาหลายร้อยปีแล้ว “
บริเวณวัดมีศาสนสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ 
พระอุโบสถ เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่บนฐานที่แอ่นโค้งเป็นรูปท้องเรือสำเภา ซึ่งเป็นแบบของอาคารที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ขนาดกว้าง 15.4 เมตร ยาว 27.8 เมตร มีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้าและด้านหลัง เจาะช่องหน้าต่างด้านละ 8 ช่อง ส่วนเจดีย์พระประธานเป็นเจดีย์ทรงระฆังตั้งอยู่บนฐานประทักษิณย่อมุมไม้ยี่สิบ ปรากฏลวดลายขาสิงห์ประดับฐานประทักษิณขององค์เจดีย์ โดยแข้งสิงห์มีการทำรอบหยัก 2 หยักบนลานประทักษิณ มีเจดีย์รายจำนวน 8 องค์

พระอุโบสถ วัดกุฎีดาว

วัดกุฎีดาว แนะนำที่ท่องเที่ยวอยุธยา

ภายในอุโบสถ วัดกุฎีดาว

พระวิหาร เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่บนฐานแอ่นโค้งเป็นรูปท้องเรือสำเภาขนาดกว้าง 14.1 เมตร ยาว 27 เมตร มีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้าและด้านหลังผนังด้านข้างเจาะช่องหน้าต่างด้านละ 3 ช่อง ต่อมาคือตำหนัดกำมะเลียน อาคาร 2 ชั้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจากศิลปะตะวันตก ผนังชั้นบนและล่างเจาะเป็นซุ้มโค้งรูปกลีบบัวสันนิษฐานว่าเป็นที่ประทับทรงงานในการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดกุฎีดาวของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราชเมื่อปี พ.ศ.2254 ส่วนกำแพงล้อมรอบเขตพุทธาวาสมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 102 เมตร ยาวประมาณ 142 เมตร โดยก่ออิฐขึ้นมาตรงๆ มีบัวประดับด้านบนมุมทั้งสี่ทำเป็นหยักแบบการย่อมุมไม้สิบสอง มีซุ้มประตูก่อเป็นซุ้มโค้งด้านละ 2 ซุ้ม
 

ภายในพระวิหาร วัดกุฎีดาว

เจดีย์พระประธาน วัดกุฎีดาว

ส่วนยอดที่หักลงมา

แม้วัดนี้จะกลายเป็นเพียงซากโบราณสถาน หากมีความสมบูรณ์ยิ่ง จนจินตนาการได้ถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในอารามสมัยอยุธยาได้อย่างเห็นภาพทีเดียวเชียวนะคะ
 ข้างต้นเราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ต่างๆของวัดกุฎีดาวกันไปแล้ว รวมถึงการเดินทางต่างๆ คราวนี้เรามาอ่านเรื่องเรื่องเล่าที่ถือได้ว่าเป็นตำนานที่สำคัญของวัดนี้กันดีกว่าค่ะ ว่าเอ๊ะทำไมใครๆก็ให้ฉายาที่นี่ว่าเฮี้ยนมากๆ มาค่ะเรามาดูกันว่าเพราะอะไร มีที่มาที่ไปอย่างไรกันนะ

เรื่องเล่าอาถรรพ์ขุมทรัพย์ “วัดกุฎีดาว” พระองค์เจ้าพีระพงษ์ภานุเดช เผชิญผีปู่โสม

CR : ภาพhttps://www.manager.co.th

พระองค์เจ้าพีระพงษ์ภานุเดช หรือเรียกพระนามโดยทั่วไปว่า “พระองค์เจ้าพีระฯ” มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศในฐานะเป็นเชื้อพระวงศ์คนไทยพระองค์แรกที่เข้าแข่งขันรถ และได้รับรางวัลชนะเลิศกรังด์ปรีซ์ พระองค์เจ้าพีระฯไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจว่ามีจริงๆ ทรงเห็นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระไม่ควรเชื่อถือ หรือนำมาสนพระทัย และแล้วพระองค์เจ้าพีระฯ ก็ทรงเผชิญอำนาจลี้ลับด้วยพระองค์เอง จนต้องยอมรับ อย่างไม่ลังเลสงสัยอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังถูกภูตผีวิญญาณสาปแช่งให้เกิดวิบัติ ซึ่งต่อมาก็เป็นไปตามคำสาปแช่งเช่นนั้นจริงๆ เรื่องราวที่พระองค์เจ้าพีระฯเผชิญกับภูตผีวิญญาณที่เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์จะเป็นเช่นไร ขอเชิญติดตามได้ดังนี้… ใต้แผ่นดินของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทุกวันนี้ เชื่อไหมว่ายังมีทรัพย์สมบัติอันมีค่าถูกฝังจมอยู่ใต้ดินมากมายมหาศาล เกินกว่าจะประมาณค่าได้เพราะก่อนกรุงศรีอยุธยาจะถูกพม่าข้าศึกบุกกระหน่ำจนกรุงแตก สูญสิ้นอิสรภาพเสียเมืองแก่พม่า ชาวพระนครศรีอยุธยาต่างมีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยกันเป็นส่วนใหญ่
เนื่องจากห้วงเวลานั้นเป็นยุคสมัยที่กรุงศรีอยุธยาราชธานีกำลังเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดเป็นพระมหานครที่มั่งคั่งและงดงามวิจิตรตระการตาเมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าล้อมเมืองเอาไว้และยังไม่รู้ชะตากรรมต่อไป ชาวกรุงศรีอยุธยาจึงต้องหาทางซุกซ่อนทรัพย์สมบัติอันมีค่าของตนไว้เพื่อให้พ้นจากเงื้อมมือของฆ่าศึกศัตรู คือการฝังดินเอาไว้ในที่ลับไม่ให้ใครรู้ ดังนั้นลองคิดดูเถอะว่าชาวกรุงศรีอยุธยาจะมีทรัพย์สมบัติฝังไว้ในดินจำนวนเท่าไร? โดยเฉพาะพวกพ่อค้าวาณิช อำมาตย์เสนาบดีที่ร่ำรวยและเชื้อพระวงค์ทั้งหลายย่อมจะแสวงหาสถานที่เร้นลับเพื่อฝังทรัพย์สมบัติอันได้แก่แก้วแหวนเงินทองไว้ดังกล่าว โดยหวังว่าเมื่อสงครามเสร็จสิ้นลงแล้วก็จะหวนกลับไปขุดขึ้นมาใหม่แต่เมื่อสงครามยุติลง ชัยชนะเป็นของพม่า ผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมากที่รอดชีวิตก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยจนหมดเมืองเจ้าของทรัพย์ที่นำไปฝังดินไว้ถ้าไม่ตายในเงื้อมมือของทหารพม่า ก็ตายในระหว่างทางพวกที่ถูกต้อนไปถึงเมืองพม่าแล้วโอกาสที่จะกลับมาสู่พื้นแผ่นดินไทยย่อมหมดสิ้นไป สมบัติที่ฝังไว้จึงถูกทิ้งให้จมอยู่ใต้ดินโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ผู้ที่ฝังทรัพย์สมบัติไว้
บางรายได้ทำลายแทงบ่งชี้จุด หรือตำแหน่งสถานที่ฝังสมบัติเอาไว้เพื่อกันลืมหรือเพื่อมอบลายแทงให้แก่ลูกหลานเพื่อมาขุดเอาไปในภายหลัง ส่วนมากลายแทงชี้ขุมทรัพย์จะเขียนไว้เป็นปริศนายากแก่การตีความเพื่อป้องกันเวลาลายแทงตกไปอยู่ในมือผู้อื่น ซึ่งมิใช่ลูกหลานญาติของตน
ผู้ที่ได้ลายแทงไปก็จะตีความปริศนาไม่ถูก ไม่สามารถไปขุดเอาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นได้ เว้นแต่บุคคลที่เจ้าของทรัพย์เฉลยข้อความอันเป็นปริศนาไว้แล้วเท่านั้นพระองค์เจ้าพีระฯทรงได้ลายแทงขุมทรัพย์ที่ฝังสมบัติล้ำค่าในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจากพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระภิกษุรูปนั้นได้จำพรรษาอยู่ในเขตอารามแห่งหนึ่งของจังหวัดนนทบุรี ท่านเล่าที่มาของลายแทงชิ้นนี้ว่าได้มาโดยบังเอิญ โดยไปพบซุกซ่อนอยู่บนเพดานในกุฎีของท่านจึงได้นำมามอบให้แก่พระองค์เจ้าพีระฯซึ่งพระองค์ท่านก็ได้มอบถวายปัจจัยตอบแทนให้ไปจำนวนหนึ่งลายแทงดังกล่าว เป็นสมุดข่อยแบบโบราณเก่าแก่มากด้านหนึ่งในกระดาษข่อยนั้นมีอักษรไทยโบราณเขียนด้วยรงค์(สี,น้ำย้อม)แต่ตัวอักษรได้ซีดจางเป็นสีขาวไปจนหมด อีกด้านหนึ่งเป็นผ้าเยื้อไม้มีอักขระไทยโบราณเขียนไว้ด้วยหมึกสีดำ(หมึกจีน?)ด้านที่เป็นผ้าเยื้อไม้ มีรอยวาดแสดงที่ตั้งของโบสถ์และเจดีย์วัดกุฎีดาวและมีเครื่องหมายเป็นปริศนา บอกตำแหน่งขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ถึง ๑๖ จุดรอบๆโบสถ์ คิดเป็นมูลค่าสูงหลายโกฎิล้าน! และในด้านซึ่งเป็นผ้าเยื้อไม้ที่ระบุลายแทงขุมทรัพย์นั้นเอง มีปรากฎคำสาปแช่งเขียนกำกับเอาไว้ด้วย!!ในสมุดข่อยลายแทงฉบับนี้ยังมีปริศนาบอกที่ซ่อนขุมทรัพย์ต่างๆภายในเขตพระนครศรีอยุธยาอีก ๓๐๓ แห่ง หากขุดค้นนำเอาขุมทรัพย์ทั้งหมดมาได้ครบเห็นทีราคาของขุมทรัพย์ทั้งหมดคงจะหาค่าประมาณมิได้เป็นแน่แท้!หลังจากพระองค์เจ้าพีระฯทรงได้สมุดข่อยฉบับนี้มา ท่านก็ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดโดยอาศัยผู้รู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญอักขระอักษรไทยโบราณจนรู้แน่ชัดว่าที่หน้าโบสถ์ร้างวัดกุฎีดาว ลึกลงไปใต้ดินเป็นที่ฝังขุมทรัพย์ของพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างเอาไว้สำหรับบรรจุมหาสมบัติอันล้ำค่าเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของพระมเหสีที่ทรงรักใคร่มากที่สุด
ดังนั้นย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าขุมทรัพย์แห่งนี้จะมีค่ามากมายมหาศาลเพียงใด!! พระองค์เจ้าพีระฯจึงทรงตัดสินพระทัยเปิดฉากขุดค้นหาขุมทรัพย์อันล้ำค่าแห่งนี้ ที่หน้าโบสถ์ร้างวัดกุฎีดาวก่อนแห่งอื่นก่อนจะลงมือขุดค้นหานั้นพระองค์เจ้าพีระฯทรงดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง โดยขออนุญาติไปทางกรมศิลปากรเพื่อขุดหาสมบัติโบราณ และมีข้อตกลงเป็นสาระสำคัญว่า ถ้าขุดพบมหาสมบัติโบราณได้จริงๆจะมอบให้แก่รัฐ ๙๐ % ส่วนอีก ๑๐% เป็นของพระองค์เมื่อกรมศิลปากรตกลงตามข้อเสนอนั้น พระองค์ทรงดำเนินงานในส่วนที่สองทันที โดยสั่งเครื่องมือค้นหาแหล่งแร่ใต้ดินที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้นคือเครื่อง ไมน์ ดีเทคเตอร์ (Mine detecter)เครื่องมืออุปกรณ์นี้สามารถบอกได้ว่า ลึกลงไปใต้ดิน ๒๐ เมตรมีแหล่งแร่อะไรบ้าง เช่น แร่เงิน แร่ทอง และวัตถุโลหะอื่นๆ ได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งสามารถบอกได้อีกด้วยว่าแหล่งแร่ดังกล่าวมีปริมาณมากน้อยเท่าไหร่โดยจะมีเสียงดังหลายระดับ เช่นถ้าพบแร่มีปริมาณน้อยก็จะดังน้อย ถ้าพบแร่มีปริมาณมากก็จะดังมากหลังจากเตรียมงานพร้อมแล้วพระองค์เจ้าพีระฯและคณะขุดหาสมบัติซึ่งประกอบด้วย หม่อมสาลี่ พระชายา
 มร.แฮริสัน และพระสหายลูกครึ่งอีกคนหนึ่งพร้อมด้วยคนงานขุดดินอีก ๑๕ คนก็ออกเดินทางไปวัดกุฎีดาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในกลางเดือนธันวาคม พ.ศ ๒๕๐๓ เพื่อเริ่มต้นขุดหาสมบัติก่อนที่จะเริ่มต้นขุดค้นหาสมบัติใต้ดินมีผู้รู้แนะนำพระองค์ท่าน ให้ทรงทำพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้ต่อภูตผีปีศาจหรือวิญญาณที่เฝ้าสมบัตินั้นเพื่อขอขมาที่ล่วงเกิน แต่พระองค์ท่านไม่เชื่อว่าภูตผีปีศาจหรือวิญญาณมีจริง จึงมิได้สนพระทัยและไม่ได้ทำอะไรเลย! คณะขุดค้นหาสมบัติได้ไปตั้งแคมป์หรือที่พักชั่วคราวอยู่ในวัดกุฎีดาวซึ่งเป็นวัดร้าง มร.แฮริสันและพระสหายลูกครึ่งพักที่แคมป์เพื่อควบคุมคนงานไม่ให้มีการแอบขโมยลักขุด ส่วนพระองค์เจ้าพีระฯและหม่อมสาลี่พระชายา เสด็จเช้าไปเย็นกลับ ด้วยพาหนะรถยนต์ส่วนพระองค์ทุกวัน วันแรกที่ดำเนินการขุดค้นหาสมบัติใต้ดิน คณะของพระองค์เจ้าได้ใช้เครื่องมือค้นหา ไมน์ ดีเทคเตอร์ ตรวจหาไปรอบๆบริเวณโบสถ์ก็ปรากฎพบว่าเครื่องมืออันทันสมัยนี้ระบุอย่างแน่ชัดว่าที่หน้าโบสถ์มีทองคำถูกฝังอยู่เป็นจำนวนมาก!การขุดจึงเริ่มต้นทันทีด้วยความคึกคัก คนงาน ๑๕ คน พร้อมด้วยอุปกรณ์การขุดประเภทจอบเสียม ระดมเปิดหน้าดิน และเจาะลึกลงไปเรื่อยๆ พอขุดลงไปได้ ๖-๗ ฟุต แทนที่จะพบโอ่งไหใส่ทองคำหรือเครื่องประดับล้ำค่า กลับพบกระเบื้องโบราณลวดลายสวยงามทับถมซับซ้อนกันอยู่เป็นจำนวนมากต้องโกยเอากระเบื้องไม่มีราคาเหล่านั้นขึ้นมาเสียเวลาไปมาก จนกระทั่งเวลาล่วงเข้าสู่ตอนเย็นจึงต้องหยุดพักเอาแรงไว้แต่เพียงเท่านี้
คืนนั้นพระองค์เจ้าพีระฯและพระชายาก็เสด็จกลับกรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์ส่วนพระองค์โดยประทับอยู่วังเลขที่ ๓๒ ซอยสุภางค์ ถนนสุขุมวิท อำเภอพระขโนงกรุงเทพมหานคร พระองค์เจ้าพีระฯตรัสเล่าว่า…
                               “พอกลับมาคืนวันนั้นตอนดึกประมาณ ๒๔.๐๐ น.ปรากฎมีเสียงคล้ายคนขุดดินดัง “ฉึก ฉึก ฉึก” อยู่ที่ใต้พื้นดินตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงหนูวิ่งไล่กันแต่พอฟังไปกลายเป็นเสียงคนขุดดิน จึงนึกว่าคงเป็นขโมย มาขโมยดินเพราะพึ่งขุดสระน้ำเอาไว้ใหม่ๆ จึงถือปืนเดินออกมาดูแต่ไม่เห็นมีอะไร จึงกลับเข้ามานอนใหม่ ก็ได้ยินเสียงขุดดินอีก”
พระองค์เจ้าพีระฯสงสัยว่าเป็นอะไรกันแน่จึงถือปืนเดินออกไปใหม่ เดินตามเสียงนั้นไปรอบๆบ้านโดยที่เสียงประหลาดนั้นยังคงดังอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวดังตรงโน้นที เดี๋ยวดังตรงนี้ที ย้ายที่ไปเรื่อยๆ เดินตามไปตรงที่เกิดเสียง ก็ย้ายหนีไปขุดดังตรงที่อื่นอีก!หากเป็นคนทั่วไปก็คงจับไข้ห้วโกร๋ไปแล้ว แต่พระองค์เจ้าพีระฯไม่ทรงเชื่อเรื่องผี ท่านจึงเดินตามเสียงประหลาดอย่างไม่หวั่นกลัวอะไรเมื่อหาสาเหตุไม่พบว่าเสียงที่ได้ยินมีที่มาอย่างไรพระองค์เจ้าพีระฯ จึงเสด็จกลับเข้ามาที่บรรทมต่อและเสียงที่ขุดดินก็ตามมาดังที่นอกห้องบรรทมเหนือพระเศียรกระทั่งรุ่งเช้า ตอนเช้าพระองค์เจ้าพีระฯเสด็จไปดูตรงจุดที่เกิดเสียงประหลาด ปรากฎว่าไม่มีร่องรอยผิดปกติอะไร ไม่มีสิ่งใดสูญหายแม้แต่ดินก้อนเดียว พระองค์ตรัสเล่าว่า”เขามาอาละวาดเต็มที่ตามมาถึงบ้าน เขาคงมาท้วงเรา เพราะเราไม่ได้ไปแสดงความเคารพหรือขอขมาเขาเสียก่อนขุด ตอนนั้นฉันไม่เชื่อเรื่องผีจึงไม่ได้ทำพิธีทางไสยศาสตร์ ทั้งที่วันนั้นก็มีคนทักท้วงว่าควรจะทำ”เรื่องนี้พระองค์เจ้าพีระฯได้ตรัสเล่าให้พระญาติพระวงค์ และพระสหาย ตลอดจนชาวบ้านที่มารับจ้างช่วยขุดหาขุมทรัพย์ฟัง ซึ่งทุกคนที่รับรู้เรื่องนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องเป็นผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์มาแสดงตัวปรากฎให้เห็นเตือนให้ยับยั้งการขุดหาขุมทรัพย์ ซึ่งไม่ใช่ของตนเอง และทุกคนต่างขอร้องให้พระองค์ทรงล้มเลิกการขุดหาขุมทรัพย์ในคราครั้งนี้ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายได้ แต่พระองค์และพระสหายไม่ยอมเลิกล้มโครงการตรัสสั่งให้ดำเนินการขุดต่อไป

วันรุ่งขึ้นพระองค์เจ้าพีระได้ใช้เครื่องไมด์ดีเทคเตอร์ตรวจสอบดูอีกครั้งที่หลุมซึ่งขุดค้างไว้ ปรากฎว่าเครื่องส่งเสียงแสดงว่ามีทองคำอยู่ใต้ดินบริเวณนั้นเป็นจำนวนมากเช่นเดิม จึงให้คนงานขุดต่อที่หลุมเดิมขุดลงไปโดยขยายปากหลุมให้กว้างและโกยดินขึ้นมามากมายพบแต่หม้อดินโบราณใบเล็กๆใส่กระดูกคนเอาไว้ใบหนึ่ง นอกนั้นไม่พบอะไรเลย

วันต่อมาการขุดดำเนินการต่อไปอีก วันนี้ได้พระพุทธรูปองค์เล็กๆสององค์ ไม่พบทรัพย์สมบัติสิ่งใดทั้งสิ้น ทั้งที่เครื่องตรวจสอบแร่ธาตุระบุว่ามีทองคำอยู่ใต้ดินบริเวณนั้นมากมาย และหลุมที่ขุดก็ลึกลงไปมากแล้ววันต่อๆมาก็ยังขุดต่อไปอีก กระทั่งถึงเย็นวันหนึ่งเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น.ขณะพระองค์เจ้าพีระฯได้ทรงวางเครื่องไมน์ ดีเทคเตอร์ ซึ่งทรงถือมาเป็นเวลานานลง แล้วเงยพระพักตร์ขึ้น ก็ทอดพระเนตเห็นชายคนหนึ่งเดินออกมาจากทางหลังโบสถ์ ชายคนนั้นรูปร่างสูงใหญ่กำยำล่ำสันผิดมนุษย์แต่งตัวแบบนักรบไทยโบราณ สวมเสื้อแขนกระบอกกางเกงขาลีบๆสั้นๆสีน้ำเงินเข้มทั้งชุด มีแขนใหญ่และลำคอใหญ่ พระองค์เจ้าพีระฯตรัสอุทานออกมาว่า …”ผีนี่นา!”ที่พระองค์ตรัสเช่นนั้นเพราะชายคนดังกล่าวปราศจากศีรษะ พระองค์เจ้าพีระฯตรัสถามพระชายา และพระสหายทั้งสองว่าเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า หม่อมสาลีและพระสหายตอบว่าไม่เห็นมีอะไร พระองค์ตรัสเล่าต่อไปว่า…”ฉันเห็นแล้วฉันไม่ตกใจ ความที่อยากรู้ว่าเป็นอะไรจึงวิ่งตามผีไปจนถึงพุ่มไม้ที่ผีหาย ซึ่งอยู่ห่างจากโบสถ์ประมาณร้อยเมตร ก็ได้พบว่าพุ่มไม้ที่เห็นไกลๆว่าเป็นไม้เล็กๆนั้น แท้จริงเป็นไม้ขนาดใหญ่ทีเดียว แต่ขึ้นอยู่ในแอ่งข้างล่างจึงมองเห็นเป็นพุ่มไป”

พระองค์เจ้าพีระฯได้ทรงนำเรื่องที่เห็นผีไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง และตรัสถามชาวบ้านว่าเป็นใคร ชาวบ้านก็ทูลว่าเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ และการมาปรากฎให้เห็นเช่นนี้แสดงว่าผู้ที่เห็นปู่โสมเข้าใกล้ขุมสมบัติแล้ว ซึ่งหมายความว่าพระองค์เจ้าพีระฯ กำลังขุดเข้าใกล้ขุมสมบัติเข้าไปทุกที แม้ชาวบ้านจะบอกว่าปู่โสมเป็นวิญญาณหรือเป็นผีที่เฝ้าขุมทรัพย์กระนั้นพระองค์เจ้าพีระฯก็ไม่ทรงเชื่อพระสหายชาวต่างประเทศที่ชื่อแฮริสัน ทราบรายละเอียดว่าพระองค์เจ้าพีระฯทรงเห็นผีหัวขาดเดินออกมาจากทางหลังโบสถ์ จึงเปิดเผยออกมาบ้างว่า เขาเองก็พบเห็นชายหัวขาดเดินออกมาจากทางหลังโบสถ์ แล้วไปหายที่พุ่มไม้เช่นเดียวกัน! เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แทนที่พระองค์เจ้าพีระฯจะทรงยั้งคิดและไตร่ตรองถึงความผิดพลาด ที่ท่านกำลังละเมิดทรัพย์สินของผู้อื่นที่ตายไปแล้ว แต่ยังมีวิญญาณเจ้าของเดิมหวงแหนเฝ้ารักษาอยู่

พระองค์กลับทรงเห็นว่าทรัพย์สินที่เจ้าของเสียชีวิตไปแล้วนั้นย่อมไม่มีใครเป็นเจ้าของ ฉะนั้นผู้ใดค้นพบผู้นั้นย่อมมีสิทธิ์ครอบครอง ที่พระองค์ทรงคิดเช่นนี้เนื่องจากไม่เชื่อว่าผีมีจริงวิญญาณมีจริงนั้นเองแม้วิญญาณเจ้าของสมบัติหรือปู่โสมเฝ้าทรัพย์จะมาแสดงตนประหนึ่งห้ามปราม ทว่า พระองค์เจ้าพีระฯหาได้สนพระทัยไม่ ยังคงตรัสสั่งให้ดำเนินการขุดค้นหาต่อไปอีก วันต่อมาพระองค์เจ้าพีระฯและทีมงานได้ใช้เครื่องไมน์ ดีเทคเตอร์ ลงไปตรวจที่ก้นหลุมอีก สัญญาณดังแรงมาก ประหนึ่งว่าจวนเจียนใกล้จะได้พบแร่ทองคำจำนวนมหาศาลแล้ว เพียงไม่กี่อึดใจเดียวเท่านั้น…
แต่ทันใดนั้นเอง ! ได้เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้น เมื่อคนงานระดมขุดอย่างชนิดที่เรียกว่าเต็มแรงสุดกำลังเลยที่เดียว…เสียงดังครืดๆๆ มาจากใต้ดินคล้ายมีอะไรบางอย่างขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ข้างใต้เสียงนี้ดังอยู่ชั่วขณะแล้วก็เงียบหายไป คนงานที่กำลังขุดดินอยู่ต่างพากันเผ่นหนีกระโจนขึ้นจากหลุมด้วยความกลัวตายเมื่อเหตุการณ์เป็นปกติแล้ว พระองค์เจ้าพีระฯและพระสหาย ได้ทรงนำเครื่องมืออันทันสมัยลงไปตรวจสอบที่ก้นหลุมอีกแล้วก็ต้องประหลาดใจเป็นหนที่สอง เพราะปรากฎว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงจากเครื่องมือ นั้นคือสัญญาณแต่เดิมที่เคยร้องดังลั่น กลับเงียบเสียงลงอย่างแผ่วเบามาก และยังชี้ไปทิศทางอื่น เป็นการบ่งชัดว่าขุมทองคำมหาศาลได้เคลื่อนย้ายหนีไปตำแหน่งอื่น !!!
แต่พระองค์เจ้าพีระฯไม่ทรงย่อท้อพระทัย จึงตรัสสั่งให้คนขุดย้ายไปตำแหน่งใหม่ ซึ่งเครื่องได้ชี้จุดห่างออกไปประมาณ ๓๐ เมตรแต่เมื่อระดมขุดลึกลงไปๆใกล้จะถึงจุดที่เครื่องบอกว่ามีขุมทรัพย์จำนวนมากฝังอยู่ ก็ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาดซ้ำอีก นั้นคือได้ยินเสียงดัง ครืดๆๆ แล้วเครื่องวัดสัญญาณก็เงียบหายไป !!!
เป็นเวลาสองวันเต็มๆที่ชุดตามล่าหาขุมทรัพย์ ได้พยายามขุดตามมหาสมบัติที่เคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลาชนิดที่เรียกว่าหวุดหวิดจวนเจียนมันก็หนีไปจากที่เดิมอีก  เป็นที่น่าสังเกตุว่าบริเวณที่ขุมทรัพย์เคลื่อนย้ายหนีไปรวมตัว ณ ที่แห่งใหม่นั้น บางครั้งจะมีลักษณะเรียงตัวกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมบ้าง ทรงกลมบ้าง เมื่อขุดตามไปก็ได้แต่ดินโกยขึ้นมา ไม่มีแม้แต่เศษทองให้พบเห็นแม้แต่เพียงชิ้นเดียว !!!
เมื่อพระองค์เจ้าพีระฯทรงเห็นชัดเช่นนั้นจึงตรัสสั่งให้หยุดการขุดเอาไว้ก่อน และเริ่มหันมาสนพระทัยเรื่องไสยศาสตร์อันเร้นลับ บังเอิญได้รู้จักกับพระอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านมีชื่อเสียงทางไสย์เวทพุทธาคม เมื่อท่านรับทราบเรื่องการขุดหาขุมทรัพย์ที่วัดร้างกุฎีดาวว่ามีอาถรรพณ์ลึกลับก็รับว่าจะทำพิธีบวงสรวงขออนุญาติขุด เมื่อถึงฤกษ์งามยามดี พระอาจารย์จอมขมังเวทย์ท่านนี้ได้ตั้งศาลเพียงตาขึ้นที่หลังโบสถ์แล้วท่านก็นำเอาไข่ลมมาเสกให้ดูปรากฎว่าไข่มีสีเขียวบ้างสีแดงบ้าง จากนั้นท่านก็ยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้มีทองคำจำนวนมากฝังอยู่จริงๆ และทำพิธีอยู่ ๓-๔ สัปดาห์ แต่เข้าฤดูฝนเสียก่อน การพิธีจึงจำเป็นต้องหยุดชะงักไปแม้ผ่านฤดูฝนแล้วก็ยังมิได้ดำเนินงานต่อ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าวิญญาณที่เฝ้าทรัพย์จะอนุญาตหรือไม่?…
“เรื่องอาถรรพณ์ต่างๆในการขุดหาสมบัติที่อยุธยาฉันได้นำไปเล่าให้พระอาจารย์อีกรูปหนึ่งฟังพระอาจารย์รูปนี้เก่งมาก เป็นยอดอาจารย์เลยก็ว่าได้ เพราะท่านสำเร็จได้อภิญญาหลายอย่างท่านก็หลับตานั่งทางในแล้วไปคุยกับคนไม่มีศีรษะที่ฉันเห็นท่านว่าเห็นแล้ว ท่านว่าคนนี้มีจริงๆเป็นปีศาจเฝ้าทรัพย์ชื่อ ผาด เป็นอดีตทหารของพระเจ้าอู่ทอง ปีศาจตนนั้นได้บอกกับพระอาจารย์หลวงพ่อว่า…ฉันไปรบกวนเขาโดยไปขุดทรัพย์แล้วไม่ทำตามแบบแผน เขาจะให้ทรัพย์นั้นได้หรือไม่ต้องแล้วแต่บุญแต่กรรมของเราอย่างไรก็ตาม เขาได้สาปผู้ไปขุดเอาทรัพย์นั้นแล้ว ว่าไม่ให้ทำมาค้าขึ้นซึ่งก็เป็นความจริงเพราะในเวลาต่อมาทั้งสามคนที่ร่วมกันขุดก็แย่ฉันก็แย่…คำสาปจากวิญญาณผู้เฝ้าขุมทรัพย์ปรากฎเป็นความจริงในเวลาต่อมา นั่นคือธุรกิจที่พระองค์เจ้าพีระฯทรงร่วมกับพระสหายอีกสองคนก็มีอันต้องล้มเลิกกิจการล่มจมลง ต่อมา มร.แฮริสัน ก็เสียชีวิตก่อนวัยอันควร!พระสหายลูกครึ่งก็หายสาปสูญไปโดยไม่รู้ว่าอยู่ไหนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้!
ส่วนพระองค์เจ้าพีระฯในเวลาต่อมาได้ดำเนินธุระกิจอีกหลายอย่างแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ การดำเนินงานขุดหาสมบัติจึงเท่ากับล้มเลิกไปโดยปริยาย ซึ่งเป็นเหตุให้พระองค์หันมาศึกษาพุทธศาสตร์อย่างจริงจังโดยมุ่งเน้นด้านจิตศาสตร์เป็นสำคัญ เพื่อหวังว่าในสักวันหนึ่งพระองค์จะทรงติดต่อกับวิญญาณผีปู่โสมด้วยพระองค์เอง ถ้ายังติดต่อไม่ได้ก็จะไม่ล่วงละเมิดอีกต่อไป พระองค์เจ้าพีระฯกับประสบการณ์เผชิญวิญญาณหวงสมบัติที่วัดกุฎีดาวนี้ พระองค์เคยเสด็จไปประทานสัมภาษณ์ที่สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย ณ ตึกเกษมปัญญาคาร วัดมกุฎกษัตริยาราม โดยมี พ.ต.อ. ชะลอ อุทกภาชน์ ผู้กำกับการสันติบาลกอง ๕ นายแพทย์เชียร สิริยานนท์ และนายแพทย์ประพันธ์ พืชผล เป็นผู้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ ๒๕๐๔ ที่นั้นพระองค์เจ้าพีระฯทรงยอมรับต่อที่ประชุม ณ สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทยว่า แต่เดิมพระองค์ไม่เคยทรงเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจเลยแต่ปัจจุบันได้ทรงยอมเชื่อแล้ว ทั้งนี้ เพราะได้ทรงประสบเรื่องวิญญาณลี้ลับมาแล้วด้วยพระองค์เอง

 

อ้างอิงข้อมูล : http://www.tnews.co.th/contents/200970

You Might Also Like