ปราสาทนครหลวง

วันนี้แอดมินจะพาทุกๆท่าน ออกจากตัวเมืองอยุธยา ไปชมความงามของโบราณสถานแห่งหนึ่ง
ที่ต้องบอกว่าสวยงามมากๆโบราณสถาณแห่งนี้มีชื่อว่าปราสาทนครหลวง ตั้งอยู่ที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

แนะนำที่เที่ยว

การเดินทางนั้นก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่นะคะ สามารถเดินทางไปได้โดยใช้เส้นทางไปยังอำเภอนครหลวงได้เลย
ซึ่งเส้นทางนั้นจะมีป้ายบอกทางไปยังปราสาทนครหลวง ภายในตัวอำเภอค่อนข้างจะเงียบ เพราะเป็นอำเภอเล็กๆ
ห่างจากตัวจังหวัดเพียง 20 กว่ากิโลเมตรเท่านั้นเองค่ะ

ฝั่งวัดนครหลวง

วัดนครหลวงจะตั้งอยู่อีกฝั่งของถนน โดยถนนจะถูกแบ่งออกเป็นสอง ส่วนฝั่งตะวันออกของถนนจะเป็นสถานที่ตั้งของปราสาทนครหลวง ส่วนฝั่งตะวันตก จะเป็นสถานที่ตั้งของวิหารอาคารต่างๆของวัด

ฝั่งปราสาทนครหลวง

มาค่ะเรามาเดินทางเข้าไปชมความงดงามของปราสาทนครหลวงกัน
จุดแรกที่เดินเข้าไปคือวิหารศิลาจันทร์ลอยศักดิ์สิทธิ์ วิหารนี้จะตั้งอยู่ตรงต้นทางเลยค่ะ ถ้าเดินเข้ามาภายในวิหารจะเห็นแท่นศิลาขนาดใหญ่ ทรงกลมถ้ากะด้วยตาเปล่าๆ น่าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เมตรน่าจะได้นะคะ

วิหารศิลาจันทร์ลอย
แท่นศิลาจันทน์ลอย

ประวัติเรื่องราวของแท่นศิลาจันทน์ลอยนี้ ค่อนข้างอัศจรรย์เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาว่าเกิดเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อว่าศิลาจันทน์ลอยนี้ได้ลอยมาตามแม่น้ำจนมาติดที่ฝั่งของวัด ชาวบ้านจึงช่วยกันพยายามจะนำศิลาจันทร์ลอยขึ้นมาแต่ก็ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ จึงได้นำเรื่องราวไปบอกกับท่านเจ้าอาวาส ซึ่งท่านจะเอาวาสเองก็มีความรู้ทางด้านวิชาอาคม จึงได้ใช้สายสิญจน์ 3 สายบริกรรมคาถาจึงสามารถ นำขึ้นมาบนฝั่งได้ในที่สุด

หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบเรื่องดังกล่าว จึงได้มีรับสั่งให้อัญเชิญศิลาจันทร์ลอยนี้มาประดิษฐานที่กรุงเทพ เผื่อว่าจะเป็นจุดรวมให้ประชาชนได้สักการะ แต่ศิลาจันทร์ลอยนั้นก็ประดิษฐานที่กรุงเทพได้ไม่นานก็ต้องอัญเชิญกลับมาที่เดิม
เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสุบินว่าให้นำกลับมาไว้นะที่เดิม จึงได้สร้างมณฑปเพื่อประดิษฐานศิลาจันทร์ลอยอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ต่อไปเราก็จะเดินเข้าไปยังบริเวณปราสาทนครหลวงกันนะคะทางเดินค่อนข้างจะเงียบเหงาและถูกปล่อยร้างพอสมควร สิ่งก่อสร้างต่างๆชำรุดทรุดโทรมไปอย่างมากเลยค่ะ

เบื้องหน้าตามภาพเลยค่ะ ความงดงามของปราสาทนครหลวง เด่นตระหง่าน งดงามมากจริงๆค่ะ ยิ่งใหญ่อลังการเหมือนเข้ามาอยู่ในยุคประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้นะคะ

ตามหลักฐานที่ปรากฎในพงศาวดาร ในปี พ.ศ. 2147 สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดฯ ให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทเมืองพระนครหลวง ในประเทศกัมพูชา มาสร้างใกล้วัดเทพพระจันทร์ อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ได้พบว่า วัตถุประสงค์แรกเริ่มของการสร้างปราสาทนครหลวง คือ เพื่อให้เป็นศาสนสถานในพระพุทธศาสนา มิใช่ที่ประทับระหว่างทางในการเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทดังที่เข้าใจกันมาแต่เดิมสำหรับตำหนักที่ประทับพักร้อนนั้น คือ ตำหนักนครหลวง การก่อสร้างปราสาทนครหลวงยังไม่แล้วเสร็จในสมัยพระเจ้าปราสาททองและถูกทิ้ร้างอยู่เป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่มีกษัตริย์องค์ใดสร้างต่อแต่อย่างใด จนใน พ.ศ. 2356 ตาปะขาวปิ่น ได้สร้างวัดนครหลวงขึ้นมาโดยรวมเอาปราสาทนครหลวงเข้าไว้ในเขตวัดด้วยและได้สร้างพระบาทสี่รอยไว้บนลานชั้นที่ 3 ของปราสาทนครหลวง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประมาณ พ.ศ. 2446 พระครูวิหารกิจจานุการ (ปลื้ม)เมื่อครั้งยังเป็นพระปลัดอยู่นั้น ได้รวบรวมกำลังศรัทธาประชาชนและพระบรมศานุวงศ์มาบูรณะปฏิสังขรณ์วัดนครหลวง ในส่วนของปราสาทนครหลวงนั้น บนลานชั้นที่ 3ปฏิสังขรณ์พระพุทธรูป มณฑป พระบาทสี่รอยมณฎประจำมุม ประจำด้านวิหารคดเก้าอี้ศิลปะแบบจีนขึ้นแทนสิ่งก่อสร้างเดิม ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าปราสาททอง

ภายในตัวปราสาทดูยิ่งใหญ่งดงามแม้ว่าปราสาทนี้จะได้รับการบูรณะไปมากพอสมควร แต่ความงดงามและความเข้มแข็งก็ย้ำสามารถทำให้เราเห็นได้บรรยากาศของสมัยก่อนอยากเป็นเต็มนะคะ

ในส่วนของวิหารคดปัจจุบันไม่หลงเหลือพระพุทธรูปอยู่แล้ว จะมีสมบูรณ์หน่อยก็จะเป็นวัดใหญ่ชัยมงคล
และวัดพุทไธศวรรย์ ถ้าอยากเห็นวิหารคดที่ยังมีพระพุทธรูปสมบูรณ์ต้องไปทั้งสองวัดที่กล่าวมานะคะ

ตัวปราสาทนครหลวงมีอยู่สามชั้นโดยชั้นแรกเป็นส่วนของซุ้มปรางค์ ชั้นบนสุดจะเป็นที่ตั้งของมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสี่รอยจำลอง แอดมินเองเดินวนเวียนภายในตัวปราสาทนานพอสมควรเพราะชอบบรรยากาศที่เงียบสงบต้องบอกเลยว่ารู้สึกสงบเงียบอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ

ก่อนจะจบบทความนี้แอดมินอยากบอกว่าปราสาทนครหลวง นอกจากจะมีความสวยงาม บรรยากาศดูเงียบสงบ เหมาะแก่การท่องเที่ยวแล้วแอดอยากให้ที่นี่ได้รับการดูแลและมีการประชาสัมพันธ์ให้มีคนมาท่องเที่ยวเยอะๆ ให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักความงดงามในศิลปะของประเทศไทยมากๆจริงๆค่ะ